buy viagra nizagara doxycycline hyclate health express levitra vs viagra viagra tablet buy prescription drugs from canada kamagra bestellen suhagra sildenafila sildenafil 20 mg canada drug center sildenafil uk

 

รายงานการเดินทางไปราชการต่างประเทศเพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับนโยบายด้านคนพิการและผู้สูงอายุ

ระหว่างวันที่ ๑๒ – ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

...........................................................................................................

๑. ชื่อการประชุม : การประชุมระดับนโยบายด้านคนพิการและผู้สูงอายุ

 

๒. วัตถุประสงค์ :

๑)  เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและพัฒนาแนวทางการดำเนินงานร่วมกันในอนาคตระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA)

๒) เพื่อแลกเปลี่ยนนโยบายยุทธศาสตร์การดำเนินงานด้านคนพิการและผู้สูงอายุระหว่างประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของกลุ่มเป้าหมาย

๓) เพื่อแสวงหาแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานร่วมกันในอนาคตระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และหน่วยงานที่จัดสวัสดิการสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุของประเทศญี่ปุ่น

 

๓.หน่วยงานที่ร่วมประชุมหารือ :

๑) องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA)

๒) กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ (Ministry of Health, Labour and Welfare)

๓) องค์กรด้านคนพิการ ISF Net

๔) องค์กรด้านผู้สูงอายุ The Japan Red Cross Society General Welfare Center

 

๔.รายชื่อคณะผู้ร่วมเดินทาง :

๑) พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม หัวหน้าคณะ

๒) พล.ต.ทรงพล รัตนโกเศรษฐ คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

๓) พ.ต.อ.ธงชัย เสรีวัฒนา รองผู้บังคับการกองโยธาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

๔) ร.ต.ท. หญิงวนิดา ชูตานนท์ รองสารวัตรตรวจคนเข้าเมือง จังหวัดนนทบุรี

กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.)

๕) นางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

๖) นางจินตนา จันทร์บำรุง ผู้อำนวยการกองส่งเสริมสิทธิและสวัสดิการคนพิการ

๗) นางชีวาพร คุ้มจอหอ ผู้ปกครองสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพิการทางสมองและปัญญาปากเกร็ด

๘) นางสาวตุลญา เอมะสุวรรณ นักพัฒนาสังคมปฏิบัติการ กองยุทธศาสตร์และแผนงานกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.)

๙) นางสุนทรี พัวเวส รองอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชนและความมั่นคงของมนุษย์รักษาการในตำแหน่ง รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ

๑๐) นางสาวศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านผู้สูงอายุ

สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

๑๑) นายธงชัย ทองมา ผู้อำนวยการกองแบบแผนและพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก

 

๕.รายงานการประชุม :

ณ สำนักงานใหญ่องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) โดย Ms.Kae Yanagisawa รองประธานองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น พร้อมด้วย Mr.Takao Toda รองอธิบดีกรมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเจ้าหน้าที่อาวุโสสำนักงานส่งเสริมความเสมอภาคหญิงชายการขจัดความยากจน โครงสร้างพื้นฐานและการส่งเสริมสันติภาพ ให้การต้อนรับ Ms.Kae Yanagisawa ได้กล่าวต้อนรับพลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว พร้อมคณะผู้แทนโดยยกประเด็นอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรคนพิการและผู้สูงอายุเป็นประเด็นในการหารือ พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมด้วยความร่วมมืออันดีระหว่างประเทศไทยและองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่นตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ในโอกาสนี้ พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้วและองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่นได้หารือทิศทางการดำเนินงานในประเด็นการเตรียมความพร้อมการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และการส่งเสริมความมั่นคงของมนุษย์สำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ โดยที่องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น มีความร่วมมืออันดีกับประเทศไทยเป็นระยะเวลาหลายปี อาทิ การดำเนินความร่วมมือตามกรอบผู้สูงอายุภายใต้โครงการพัฒนารูปแบบการบริการสุขภาพและสวัสดิการสังคมเชิงบูรณาการโดยชุมชนสำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทย (CTOP) ในพื้นที่นำร่อง ได้แก่ จังหวัดนนทบุรี เชียงราย สุราษฎร์ธานี และขอนแก่น และโครงการพัฒนารูปแบบบริการระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพิง รวมทั้งกลุ่มอายุอื่น ที่ต้องการความช่วยเหลือในชีวิตประจำวัน (LTOP) ที่มีกำหนดสิ้นสุดโครงการในปี พ.ศ.๒๕๕๙ โดยขยายขอบเขตพื้นที่นำร่องจากเดิม ๔ จังหวัดเป็น ๖ จังหวัด โดยเพิ่มจังหวัดกรุงเทพมหานครและนครราชสีมา โครงการแลกเปลี่ยนบุคลากรกับศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APCD) เป็นต้น ในโอกาสนี้ พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นผู้สูงอายุและคนพิการในส่วนของประเทศไทยว่ามีอัตราส่วนที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุที่ในปัจจุบันมีจำนวนมากถึง ๘.๖ ล้านคน และภายใน ๑๓ ปีข้างหน้า จะมีจำนวนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มถึง ๑๖ ล้านคน จึงควรมีการพัฒนายุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์เตรียมพร้อมการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การออกนโยบายแก้ปัญหาวัยแรงงานและวัยเด็กลดน้อยลง การขยายระยะเวลาการเกษียณอายุ 

๕.๑ การประชุมเข้าร่วมประชุมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) และการจัดสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ สำหรับคนพิการ พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้วเสนอให้มีการแสวงหาแนวทางความร่วมมือผ่านการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญ และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในด้านอารยสถาปัตย์การสร้างงานและการสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่คนพิการในสถานที่ประกอบการ โดยที่องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่นเห็นความสำคัญของไทยในฐานะประเทศหุ้นส่วนการพัฒนา โดยมีศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APCD) เป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานด้านคนพิการในประเทศไทย พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้วยังได้รับฟังนโยบายการจัดสวัสดิการของประเทศญี่ปุ่นสำหรับคนพิการว่ามีเบี้ยความพิการปีละ ๘๐๐,๐๐๐ เยน โดยแบ่งคนพิการออกเป็น สองกลุ่มตามช่วงอายุ ได้แก่ กลุ่มที่มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี และกลุ่มที่มีอายุเกิน ๒๐ ปีบริบูรณ์โดยได้รับการจัดสรรเบี้ยความพิการอย่างเท่าเทียม ทั้งนี้หากพบว่ามีความพิการรุนแรง คนพิการจะได้รับเบี้ยความพิการอีกร้อยละ ๒๕ จาก ๘๐๐,๐๐๐ เยน ทั้งนี้ พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้วและองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่นเห็นชอบการพัฒนาและต่อยอดความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศในอนาคต ๑๘.๒๐ น. พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว พร้อมคณะผู้ร่วมเดินทาง ได้เข้าเยี่ยมคารวะนาย Yasuhisa Shiozaki รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ ในโอกาสการพัฒนาความร่วมมือร่วมกันด้านคนพิการและผู้สูงอายุในอนาคต โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แรงงานและสวัสดิการกล่าวต้อนรับและเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมืออันดีระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ในการนี้ พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประเด็นที่สนใจพัฒนาการดำเนินงานร่วมกัน ได้แก่ ประเด็นผู้สูงอายุและคนพิการ โดยขอรับทราบนโยบายและแนวปฏิบัติจากประสบการณ์ของประเทศญี่ปุ่น ต่อนโยบายด้านสังคม พร้อมทั้งเสนอให้มีการแลกเปลี่ยนของบุคลากรให้ได้รับการฝึกอบรมและองค์ความรู้และสวัสดิการ :อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ พร้อมคณะผู้ร่วมเดินทาง เข้าร่วมการประชุมหารือพัฒนาการดำเนินงานด้านคนพิการและผู้สูงอายุ ณ กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ ในเวลา ๑๔.๐๐ – ๑๕.๓๐ น. โดยได้รับการต้อนรับจากอธิบดีและรองอธิบดีกรมสวัสดิการคนพิการและที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แรงงานและสวัสดิการ ทั้งนี้อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการได้แลกเปลี่ยนนโยบายการจัดสวัสดิการและการจ้างงานคนพิการ โดยเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิคนพิการ ตลอดจนหารือเรื่องคำนิยาม ประเภทความพิการ และสาเหตุของความพิการในประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้ประเทศญี่ปุ่นแบ่งประเภทความพิการเป็น ๓ ด้าน ได้แก่ ความพิการทางร่างกาย ความพิการทางจิตใจและความพิการทางสติปัญญา โดยรัฐบาลญี่ปุ่นใช่จ่ายงบประมาณคิดเป็นร้อยละ ๑

๕.๒ เยี่ยมคารวะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แรงงานและสวัสดิการ : เวลา

๕.๓ การประชุมหารือทิศทางความร่วมมือในอนาคต ณ กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน ของงบประมาณประจำปีทั้งหมดเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการคนพิการ และขยายขอบเขตการจัดสวัสดิการไปยังจังหวัดและท้องถิ่น ในส่วนของการจ้างงานรัฐบาลญี่ปุ่นออกกฎหมายส่งเสริมการจ้างงานโดยผลักดันให้คนพิการทางจิตและคนพิการทางสติปัญญาได้รับการจ้างงานนอกเหนือจากคนพิการทางร่างกาย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะและการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ บริษัทที่สนับสนุนการจ้างงานคนพิการจะได้รับการงดเว้นภาษีและงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐอีกด้วยและรองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุได้หารือแนวโน้มการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศญี่ปุ่นโดยที่ประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบันมีอัตราส่วนผู้สูงอายุคิดเป็น ๑ ต่อ ๔ จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ และภายในปี ค.ศ.๒๐๖๐ ประเทศญี่ปุ่นจะมีจำนวนประชากรผู้สูงอายุคิดเป็นร้อยละ ๔๐ หรือเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ ซึ่งงานวิจัยบ่งชี้ว่าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุก่อนประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องเร่งดำเนินการเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนนโยบายการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการขยายอายุการเกษียณซึ่งในประเทศญี่ปุ่นใช้เวลากว่า ๑๐ ปีในการปรับระบบเพื่อรองรับการขยายการเกษียณอายุจาก ๖๐ ปี ออกไปเป็น ๖๕ ปี สำหรับระบบประกันสังคมรัฐบาลญี่ปุ่นเรียกเก็บเงินประกันสังคมจากบุคคลที่มีอายุเกิน ๔๐ ปีขึ้นไป โดยรัฐบาลช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลต่างๆ ซึ่งในแต่ละปีมีจำนวนประชากรในช่วงวัย ๔๐ – ๖๔ ปี และ ๖๕ ปีขึ้นไป มากขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลจึงใช้งบประมาณจำนวนมากในการจัดสวัสดิการให้แก่ผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ปัจจุบัน รัฐบาลญี่ปุ่นใช้งบประมาณร้อยละ ๑๐ ของงบประมาณประจำปีเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุ กล่าวขอบคุณกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน ละสวัสดิการที่ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความร่วมมือและเสนอให้ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นกระชับความร่วมมือให้แน่นแฟ้นขึ้น Center : พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว พร้อมคณะผู้ร่วมเดินทางเข้าร่วมการประชุมระดับนโยบายด้านคนพิการ ณ Red Cross General Welfare Society เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านผู้สูงอายุและหารือแนวทางการจัดบริการสวัสดิการด้านสังคมสำหรับดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว สำหรับผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิง ตลอดจนบทบาทของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและคนพิการในการดำเนินการร่วมกับกลไกระดับท้องถิ่นและชุมชน โดยผู้แทน Red Cross General Welfare Society ให้การต้อนรับพร้อมทั้งแนะนำองค์กรให้แก่คณะผู้แทนไทย โดยที่ Red Cross General Welfare Society เป็นองค์กรอิสระ รับผิดชอบกิจการจำนวน ๙ ด้าน อาทิ การรักษาและดูแลผู้ประสบภัยพิบัติ การช่วยชีวิต โรงพยาบาล การจัดสวัสดิการบริการอาสาสมัคร และยุวกาชาด เป็นต้น ทั้งนี้อาคารของ Red Cross General Welfare Society เป็นอาคาร ๙ ชั้น แบ่งชั้นที่ ๕ – ๘ เป็นบ้านพักคนชรา รองรับคนชราได้ ๑๒๐ ท่าน โดยมีอัตราส่วนผู้ข้าพักอาศัยชายต่อหญิงคิดเป็น ๘ ต่อ ๒ สำหรับสวัสดิการผู้สูงอายุ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการในช่วงท้าย อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

๕.๔ การประชุมแลกเปลี่ยนด้านผู้สูงอายุ ณ องค์กร Red Cross General Welfare ชั้นที่ ๓ – ๔ เป็นศูนย์บริการผู้สูงอายุด้านกายภาพบำบัด รองรับผู้สูงอายุได้ ๑๐๐ คน ชั้น ๒ เป็น group home ของผู้สูงอายุและคนพิการรองรับกลุ่มเป้าหมายได้จำนวน ๑๑ คน ทั้งนี้ที่ศูนย์มีบริการบำบัดผู้มีโรคความจำเสื่อมและคนพิการรุนแรง แต่ไม่ได้ให้บริการผ่าตัด หรือฟอกเลือดเนื่องจากไม่ใช่โรงพยาบาล โดยมีการจัดกิจกรรมนันทนาการ กิจกรรมตามเทศกาลสำคัญและการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกภายในอาคารสถานที่ขององค์กรเพื่อรองรับความต้องการของผู้สูงอายุและคนพิการ สำหรับชั้น ๑ เป็นศูนย์บริการช่วงกลางวัน (day care) รองรับผู้สูงอายุได้ ๔๐ คนต่อวัน และมีบริการให้การช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ที่บ้านในส่วนของบุคลากร องค์กร Red Cross General Welfare Society มีเจ้าหน้าที่แบ่งเป็น แพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด และเจ้าหน้าที่อื่นๆรวม ๒๐๐ คน โดยมีอัตราส่วนผู้ให้บริการช่วงกลางวัน ๒ – ๓ คนต่อคนพิการและผู้สูงอายุ ๑๐ คน และช่วงกลางคืน ๑ คน ต่อ ๒๐ ผู้รับการรักษา องค์กร Red Cross General Welfare Society คิดค่ารับบริการในส่วนของบ้านพักคนชรา และสวัสดิการอื่นๆตามแต่ประเภทความพิการช่วงวัยและรายได้ของผู้เข้ารับบริการ ทั้งนี้ในส่วนของบ้านพักคนชรา ผู้ข้าพักอาศัยจะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานตามที่กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการกำหนดสำหรับงบประมาณบริการจัดการองค์กรร้อยละ ๙๐ ได้มาจากการสนับสนุนของระบบประกันภาครัฐและร้อยละ ๑๐ เป็นรายได้ที่ได้รับจากผู้มาใช้บริการ พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้วพร้อมคณะผู้แทนได้มีโอกาสเดินสำรวจบริเวณอาคารสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกภายในอาคารขององค์กร Red Cross General Welfare Society โดยพลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้วให้แนวคิดในการนำสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นนวัตตกรรมใหม่ๆไปประยุกต์ใช้ที่ประเทศไทยในตอนท้าย พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว ได้กล่าวถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุ และขอให้องค์กร Red Cross General Welfare Society และข้าราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ติดต่อประสานงานเพื่อขยายความร่วมมือในอนาคตต่อไป น.พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว พร้อมคณะผู้ร่วมเดินทาง ได้รับเกียรติเลี้ยงรับรอง ณ ห้องอาหาร L’Artisan ห้องอาหารในเครือของบริษัท ISF Net ซึ่งมีคนพิการทางสติปัญญาเป็นพนักงานบริการประจำร้าน โดยมีนายยูกิโยชิ วาตานาเบะ ประธานบริษัท ISF Net ให้การต้อนรับพร้อมบรรยายสรุปวิสัยทัศน์และความเป็นมาของ ISF Net ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนให้บริการเจ้าหน้าที่ทางด้านไอทีและบริการด้านไอทีแก่บริษัททั้งในประเทศญี่ปุ่นและภูมิภาคเอเชีย โดยบริษัท ISF Net ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.๒๐๐๐ ในฐานะบริษัทให้คำปรึกษาด้านอินเทอร์เน็ต ในระยะเริ่มต้นด้วยพนักงานเพียง ๔ คน จึงมีแนวคิดขยายอัตรากำลังบุคลากรสู่กลุ่มเป้าหมาย ๒๕ (Target 25) ที่ประกอบด้วยกลุ่มผู้ด้อยโอกาส และคนพิการให้ได้รับโอกาสการจ้างงาน ISF Net มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันมีพนักงานกว่า ๓,๑๐๐ คน โดยประกอบด้วยคนพิการทางสติปัญญาและทางจิตกว่า ๔๐๐ คน ด้วยจุดมุ่งหมายการสร้างความเท่าเทียม

๕.๕ การประชุมแลกเปลี่ยนนโยบายด้านคนพิการ ณ บริษัท ISF Net : เวลา ๑๒.๓๐ สร้างโอกาสการจ้างงานสำหรับทุกคนในสังคม และการจ้างงาน ที่เหมาะสมกับบุคคลแต่ละประเภท อาทิ การสนับสนุนให้คนพิการทำงานตามแต่ศักยภาพและขีดความสามรถ โดยที่บริษัท ISF Net ได้แบ่งประเภทงานสำหรับคนพิการออกเป็น ๒๕ ประเภท เพื่อให้เหมาะสมกับขีดความสามารถและความต้องการของคนพิการมากที่สุด ในโอกาสนี้พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว พร้อมคณะผู้ร่วมเดินทาง ได้มีโอกาสเยี่ยมชมศูนย์พัฒนาทักษะอาชีพของบริษัท ISF Net ที่ให้บริการฝึกอบรมคนพิการเป็นระยะเวลา ๑ ปี เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน ตลอดจนสำนักงานใหญ่บริษัท ISF Net ที่เปิดโอกาสให้คนพิการทำงานร่วมกับคนทั่วไปได้ให้เกียรติสัมภาษณ์สำนักข่าว Nikkei ถึงการประชุมระดับนโยบายด้านคนพิการและผู้สูงอายุ ระหว่างวันที่ ๑๓ – ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยกล่าวแสดงความชื่นชมรัฐบาลญี่ปุ่นและภาคเอกชนของญี่ปุ่นที่มีความตื่นตัวในการจัดสวัสดิการรองรับผู้สูงอายุและคนพิการ เช่นเดียวกันกับประเทศไทยที่มีกฎหมายรองรับทั้งการส่งเสริมสิทธิคนพิการ การจ้างงาน และเบี้ยยังชีพ รัฐบาลญี่ปุ่นมีการจัดนโยบายสำหรับคนพิการแบ่งเป็น ๒ ด้าน ได้แก่ การสนับสนุนทางการเงิน และการสนับสนุนสวัสดิการและบริการสาธารณสุขโดยแบ่งกลุ่มคนพิการตามประเภทได้สามประเภท และสองช่วงวัย ได้แก่ คนพิการทางร่ายกาย ทางสติปัญญาและจิตใจ และคนพิการที่อายุต่ำกว่า ๒๐ ปี และอายุมากกว่า ๒๐ ปี ซึ่งการจัดสวัสดิการสำหรับแต่ละช่วงอายุความพิการจะแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละช่วงวัย โดยรัฐบาลได้กระจายอำนาจให้ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นพิจารณาสนับสนุนงบประมาณและสวัสดิการ ในส่วนของการจ้างงานในประเทศญี่ปุ่น มีการจ้างงานคนพิการทางสติปัญญาและทางจิตอย่างแพร่หลาย โดยมีกฎหมายรองรับ จึงเป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศไทยยังไม่มีข้อกำหนดที่แน่ชัดระบุไว้ในกฎหมาย กอปรกับการจ้างงานกลุ่มคนพิการดังกล่าวยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก จึงควรมีการศึกษานโยบายของประเทศญี่ปุ่นเพิ่มเติม เพื่อนำมาปรับใช่ในส่วนของประเทศไทย และคาดว่าจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุก่อนประเทศญี่ปุ่น จึงควรเร่งดำเนินมาตรการรองรับปัญหาดังกล่าว โดยที่ในปัจจุบัน ประเทศญี่ปุ่นได้ขยายระยะเวลาการเกษียณอายุออกไปเป็น ๖๕ ปีเรียบร้อยแล้ว โดยใช้ระยะเวลา ๑๐ ปี ในการปรับระบบงานรองรับ ประเทศไทยจึงควรเร่งศึกษาแนวคิดการขยายระยะเวลา การเกษียณอายุ ทั้งนี้เนื่องจากการขยายระยะเวลาการเกษียณอายุจะส่งผลกระทบต่อระบบงบประมาณ การจัดสวัสดิการและการจ้างงานในวงกว้าง นอกจากนั้น ในประเทศญี่ปุ่นมีศูนย์สวัสดิการผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก โดยหากเปรียบเทียบแล้วจะมีจำนวนมากกว่าร้านค้าสะดวกซื้อ จึงเป็นที่น่าสังเกตว่าในส่วนของประเทศไทย มีความพร้อมที่จะรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากน้อยเพียงใด

๕.๖ ประเด็นสัมภาษณ์: ในช่วงท้าย พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว

๕.๗ ข้อเสนอแนะ: ในด้านคนพิการ ในด้านผู้สูงอายุ ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของประชากรสูงอายุมากกว่าประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้ ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น มีความเห็นร่วมกันว่าควรมีการพัฒนาความร่วมมือทั้งที่มีอยู่เดิมและที่จะเกิดขึ้นใหม่ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพให้เกิดยุทธศาสตร์และนโยบายเพื่อรองรับประชากรคนพิการและผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว